ปีนี้ต้องถือว่าเป็นปีที่ดีสำหรับการดูหนังอีกปีของผม

ปีที่ดีสำหรับผม ก็คือการมีหนังดีๆ ที่ดูแล้วประทับใจ ดูซ้ำได้เรื่อยๆ สักเรื่องในปีนั้น

และปีนี้ The Dark Knight ก็ตอบโจทก์ผมได้ตั้งแต่กลางปี (คาดว่า WALL.E

น่าจะทำให้ปีนี้กลายเป็นปีที่ "ดีมาก" สำหรับผมนะ)

ถึงหน้าหนังจะเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่เนื้อหาข้างใน ประเด็นที่ผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน

พยายามเล่าในหนังนั้น ผมว่าหนักอึ้ง และจริงจัง ยิ่งกว่าหนังดรามาเสียอีก ดังนั้น

ถ้าจะเรียกให้ถูก แบทแมนภาคนี้คือหนัง ดรามา - การเมือง - อาชญากรรม ที่ผู้กำกับ

โขกสับคนดูให้ติดอยู่กับเก้าอี้ในเวลาสองชั่วโมงครึ่งแบบไม่ปรานีปราศัย แต่คนดูเอง

ก็พร้อมโดนโขกสับด้วยความระทึก และกดดันไปกับความเอาแน่เอานอนไม่ได้

ของวายร้ายของ โจ๊กเกอร์ ที่สื่อบางที่ยกรางวัลออสการ์ส่งไปสรวงสวรรค์เรียบร้อยแล้ว

ตั้งแต่หนังเรื่องนี้เข้าฉาย

 

ในภาคนี้ แบทแมน ได้มาถึงจุดที่เขาต้องนึกถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวเขา

ถ้าหากใดวันหนึ่ง ก็อทแธม ไม่มีวายร้ายคนไหนให้เขาปราบ เขาจะยังมีความหมาย

อะไรต่อไปไหม

 

"จะจากไปอย่างวีรบุรุษ หรืออยู่ต่อไปจนกลายเป็นคนชั่วเสียเอง"

 

ประโยคข้างบนถูกย้ำบ่อยครั้งในหนัง เพื่อบอกถึงภาวะตัวมหาเศรษฐีเพลย์บอยหน้าฉาก

ต้องหาทางออกจากภาวะ "กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง" ของตัวเองให้ได้

แถมชีวิตส่วนตัวของเขาก็ดูย่ำแย่ไปกันใหญ่ เมื่อเพื่อนสาวอย่าง เรเชล เองก็ดูไปได้สวย

กับอัยการเขตมือดีคนกล้า อย่าง ฮาร์วี เดนท์ ซึ่งจริงๆ ก็คือบทบาทของแบทแมน

ในภาคสว่างนั่นเอง

ใจหนึ่งเขาชื่นชมชายคนนี้ และอยากฝากเมืองเอาไว้ให้ แต่อีกใจก็ชิงชัง และอิจฉา

ที่ผู้ชายคนนั้นได้ทุกอย่างจากเขาไป และอยากจะแย่งคืนมา

ในขณะที่ทุกอย่างยังอยู่กรุ่นๆ อยู่นั้น การปรากฏตัวของ โจ๊กเกอร์ ก็เป็นน้ำมัน

ที่โหมกระพือไฟแห่งความวุ่นวายให้โชติช่วงขึ้นอีกครั้ง

 

ถ้าหากแบทแมนคือตัวแทนของความดีงามไม่ที่เคยล้ำเส้นกฎที่เขาตั้งไว้

โจ๊กเกอร์ก็คืออีกด้านของแบทแมน เขาคือความชั่วช้าไร้กฎเกณฑ์

และฮาร์วี เดนท์ ก็คือตัวแทนของคนธรรมดา ที่ล้วนอยากเป็นคนดี

แต่เมื่อถึงเวลาที่สูญเสียการควบคุมในใจ เราทุกคนก็พร้อมพลาดกันได้ทั้งนั้น

 

สำหรับ โจ๊กเกอร์ แบทแมนคือคู่แท้ที่เขาต้องมีเอาไว้เล่นสนุก

(ผมชอบมุข "You complete me" ในเรื่องจริงๆ นอกจากตอบโจทย์

ของทั้งสองคนได้ ยังล้อ Jerry McGuire ได้แสบๆ คันๆ อีกต่างหาก)

สำหรับ แบทแมน โจ๊กเกอร์ ก็เป็นเหมือนด้านมือที่เขาเคยทนทุกข์อยู่นับสิบปี

สิ่งที่เขาหวังก็คือการดึงชายผู้น่าสงสารในสายตาเขาคนนี้ให้พ้นจากห้วงความวิปริต

ในใจออกมาให้ได้

และ ฮาร์วี เดนท์ นั้น เขาคือตัวหมากในเกมที่ โจ๊กเกอร์ อยากเล่นสนุกกับ แบทแมน

จนเมื่อ ฮาร์วี ได้กลายเป็น ทูเฟซ มันคือชัยชนะของ โจ๊กเกอร์ ที่ แบทแมน เอง

ก็ไม่อยากให้เกิด

 

และในตอนจบของเรื่องนั่นเอง ที่เราจะได้เห็นทางออกของแบทแมน ที่เขา

และคนดูไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่มันไม่มีทางเลือกอะไรที่ดีกว่านี้

 

เรื่องหนึ่งที่ผมเองเชื่อว่ามันเป็นความจริง และมักพูดอยู่เสมอก็คือ

"ถ้าคิดว่าทำดียากแล้ว สิ่งที่ยากกว่าก็คือการทำดีให้ตลอดรอดฝั่ง"

แต่พอดูหนังเรื่องนี้จบ ก็คงต้องต่อใหม่เพิ่มเข้าไปก็คงเป็น

"ถ้าคิดว่าทำดีมันยาก ที่ยากนั้นก็คือการทำดี หรือชั่ว ให้มันได้ตลอดรอดฝั่งสักทาง"

เพราะจะมีใครเล่า ที่เป็น แบทแมน หรือ โจ๊กเกอร์ ไปได้ตลอดชีวิตของเขา

นี่แหละคือปัญหา...

edit @ 22 Jul 2008 00:59:39 by Bl00dySw33T

อาทิตย์ที่ผ่านมา ชีวิตผมต้องจมอยู่กับโน้ตบุ๊กที่ใช้งานมาปีกว่าๆ

เพราะมันเริ่มมีอาการเน่าๆ ตามประสาอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เริ่มเก่าแล้ว

 จริงๆ น่าจะเรียกว่าตามประสาสสารบนโลกนี้ ที่ยังพึ่งปัจจัยเพื่อ

คงอยู่ ทุกอย่างมันก็ไม่พ้นหลักไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อาการของมันก็คืออยู่ดีๆ เครื่องก็เริ่มอืดไปเรื่อยๆ จนนิ่งไปในที่สุด

ความซวยคืองานการที่ทำไว้ในเครื่องผมไม่ได้ Back Up ออกมา

ไว้ข้างนอกเท่าไหร่ มันเลยต้องอันตธานหายไปกับการนั่ง Set Up

Windows ใหม่ตลอดสี่ห้าวันที่ผ่านมา

 

จนกระทั่งคืนวันศุกร์คิดว่าปัญหาแก้ได้แล้ว ก็ปาไปเช้ามืดวันเสาร์

นั่นแหละ เลยต้องหอบเครื่องไปนั่งเรียนด้วย แต่มันนะ ก็ยังออกอาการ

ฟ้องให้เห็นคาห้องเรียนอีก คาบเช้าเลยไม่ต้องทำอะไร นอกจาก

นั่งเช็กเครื่องทำโน่นทำนี่ อาจารย์ก็นั่งสอนไปสิ วิชาวิจัยอะไร

ไม่รู้เรื่องมันหรอกวันนั้น (วิชามันก็ยากอยู่แล้วหละ)

เพื่อนนั่งอยู่ข้างหลังเห็นอาการเลยบอกว่า อาการแบบนี้ ท่าทาง

เครื่องผมจะมีปัญหาที่ตัวเมนบอร์ดเสียแล้ว มันเป็นอาการของ

เครื่องที่รันด้วยความจำที่น้อยเกินไป เพราะโปรแกรมที่รันอยู่

มันไม่คืนความจำให้ ทางแก้มีอยู่สองอย่าง

 - ลองลง OS ใหม่ให้เป็น Vista แทนที่ XP ซะ หรือ

- เปลี่ยนเมนบอร์ด ก็คือเปลี่ยนโน้ตบุ๊กใหม่นั่นแหละ

ด้วยตัวเลือกสองอย่างนี้ ผมเลยยังเลือกอะไรไม่ได้ซักอย่าง

เพราะตัวเลือกแรกเป็นแค่การคาดเดา ส่วนตัวเลือกหลัง

มันแก้ปัญหาได้อยู่แล้ว แต่เปลืองเงินชิบหาย

 

เลยต้องอดทนใช้งานโน้ตบุ๊กเน่าๆ ตัวนี้ไปชั่วคราวก่อน

ดูไปเหมือนการใช้ชีวิตกับคนอื่นเนาะ พอมีปัญหากันขึ้น

ไม่แก้ที่เขา ก็แก้ที่เรา แต่บางทีมันไม่อยากแก้อะไร

ก็ต้องอยู่กันไปแบบ ผะอืดผะอม นั่นแหละ...

สิ่งที่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งก็คือมนุษย์เรานั้นต่างต้องทนทุกข์อยู่กับความเชื่อของตน

ที่เรียกว่าทนทุกข์ มันไม่ได้หมายถึงต้องเศร้าโศกอยู่ตลอดเวลานะครับ แต่ผมหมายถึง

เราต้องเจอกับสิ่งที่เราไม่มีทางจัดการมันได้ดั่งใจอยู่เสมอ และเราก็ต้องอยู่กับมัน

ไม่ว่าเราจะพอใจมันหรือไม่ก็ตาม

อีกเรื่องที่ผมเชื่อก็คือ มนุษย์เป็นได้ในสิ่งที่เราเชื่อ แม้ว่าจะมีต้นทุนในชีวิตไม่เท่ากัน

แต่เรามีเวลาในการเดินทางไปกับความเชื่อของเราไม่ต่างกันเท่าไหร่ หลายคนแม้ว่า

มีต้นทุนชีวิตดีกว่าคนอื่น แต่เมื่อความเชือของเขามันหล่นหายไปตามทางเดินชีวิต

จนหมดสิ้น เขาก็จะเริ่มเชื่อว่า เขาควรหยุดเดินทางในเส้นทางชีวิตเส้นนั้นเสียที

แล้วเลือกเส้นทางใหม่ให้กับชีวิตของตน แล้วก็เดินไปตามความเชื่อใหม่ต่อไป

 

ในความเชื่อเดียวกัน พวกเราจึงมีเส้นทางที่ยาวไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่า พลังใจของใคร

จะต่อเส้นทางให้ทอดยาวไปไกลแค่ไหน

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสฟังการบรรยายจาก ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ที่หลายคนรู้จักในฉายา

"เภสัชกรยิปซี" ผู้หญิงอายุ 56ปี ที่เลือกจากเมืองไทยไปทำงานอยู่ในทวีปแอฟริกามานานถึง 7ปี

สิ่งเดียวที่ทำเธอมาตลอดตั้งแต่เดินทางไปยังกาฬทวีปก็คือ "การช่วยชีวิตคน"

 

ในโอกาสที่อาจารย์มีเวลาแวะกลับมาเมืองไทยหนนี้ ทางจุฬาจึงเชิญมาเป็นวิทยากรเพื่อบรรยาย

ถึงที่มาที่ไป และแรงบันดาลใจที่ทำให้อาจารย์เริ่มต้นทำการวิจัย ยาต้านไวรัสเอดส์ และยารักษา

โรคมาเลเรีย ที่มีผู้ติดเชื้ออยู่ถึงสามร้อยล้านคน และพรากชีวิตคนในทวีปแอฟริกาถึงสองล้านคนต่อปี

 

อาจารย์เล่าให้ฟังสาเหตุที่เริ่มต้นทำงานวิจัยก็มาจากคำพูดของหัวหน้าพรรคการเมืองท่านหนึ่ง

ที่พูดถึงคนติดเชื้อเอดส์ว่าเป็นพวกคนบาป ส่วนคนที่ติดเชื้อแบบไม่ตั้งใจอย่างลูกและเมีย

ก็ติดว่าเป็นพวกคนบาปจึงต้องตายด้วยโรคเอดส์ แต่หมอนั่นคงนึกไม่ถึงว่า วาระสุดท้ายของชีวิต

ต้องมาตายด้วยโรคเอดส์เหมือนคนบาปที่เขาบอกไว้ เหมือนเป็นกรรมตามทันยังไไม่รู้

 

อาจารย์จึงเริ่มทำการวิจัยยาต้านไวรัสเอดส์ด้วยตัวเอง เพื่อผลิตยาให้กับแม่และลูกที่ติดเชื้อจากสามี

ด้วยงานวิจัยเหล่านั้นเองทำให้ยาต้านไวรัสเอดส์มีราคาถูกจนกลายเป็นยาชุดที่อยู่ระเบียนยาการประกัน

สุขภาพ ซึ่งเท่ากับคนไทยสามารถขอยาชุดนี้จากโรงพยาบาลมาทานได้ฟรี

 

พอในประเทศไทยสามารถผลิตยา และบริหารจัดการได้ด้วยตัวเองแล้ว อาจารย์จึงเริ่มต้นมองหา

สถานที่ ที่จะถ่ายทอดความรู้การผลิตยาที่ตัวเอง เพื่อใช้รักษาชีวิตคนยากจนให้พ้นจากโรคภัยต่อไป

นั่นทำให้ อาจารย์ต้องเริ่มต้นการเดินทางไปยังแอฟริกาจนกระทั่งกลายเป็นบ้านหลังที่สองไปในที่สุด

และในแอฟริกานี้เอง ได้ให้ประสบการณ์ชีวิตที่เมืองไทยไม่สามารถให้ได้ ทั้งการถูกตามล่า การสู้รบ

ถูกปล้น โดนขว้างระเบิดใส่บ้านพัก จนล่าสุดเครื่องบินที่โดยสารก็ถูกจี้อีก แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้

อาจารย์ล้มเลิกการใช้ชีวิตในฐานะอาจารย์ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย

 

สตีฟ จ๊อบส์ เคยพูดเอาไว้ในงานปาถกฐาของเขาว่า "เราไม่มีวันรู้หรอกว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้

มันจะเกิดดอกออกผลเป็นอะไรบ้าง จนกว่าเราจะทำให้มันลุล่วงผ่านไปแล้ว" สิ่งที่จ๊อบส์พูดไว้นั้น

ก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของ อาจารย์กฤษณา สักเท่าไหร่

 

งานวิจัยการผลิตยาเพื่อใช้สำหรับเหน็บทวารหนักที่ทำสมัยปริญญาโท ที่อาจารย์เองเปรยว่า

จะไม่มีวันทำมันอีกแล้ว ก็กลายเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยมาเลเรียที่หมดสติเอาไว้ได้หลายล้านคน

 

งานวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคมาเลเรียที่ทำไว้ตอนเข้าทำงานที่องค์การเภสัชกรรมนั้น ก็กลายเป็น

สูตรยาที่ผู้ผลิตยาในทวีปแอฟริกาได้ใช้รักษาชีวิตคนไปทั่วทั้งทวีป

 

ทุกวันนี้อาจารย์เดินทางไปทั้งหมด สิบสี่ประเทศในทวีปแอฟริกา ยังเหลือประเทศด้อยพัฒนาอีก

สิบสองประเทศที่อาจารย์ตั้งใจไว้ว่าจะเข้าไปตั้งโรงงานผลิตยาราคาถูกเพื่อรักษาชีวิตคนในประเทศ

เหล่านั้นไว้ให้ได้ แม้ว่าจะไม่มีใครสนับสนุนสิ่งที่อาจารย์ทำ จนต้องใช้เงินส่วนตัวของตัวเองก็ตาม

 

และเส้นทางของอาจารย์การช่วยชีวิตคนของอาจารย์ในแอฟริกา ก็ยังทอดยาวต่อไปเรื่อยๆ

และปลายทางที่อาจารย์ตั้งใจเอาไว้ก็คือ "ทำไปจนกว่าจะหมดหายใจ" ...