As far as they go... ชีวิตที่ไม่มีวันย้อนกลับคืน
posted on 29 Jun 2008 01:46 by digitalsweetสิ่งที่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งก็คือมนุษย์เรานั้นต่างต้องทนทุกข์อยู่กับความเชื่อของตน
ที่เรียกว่าทนทุกข์ มันไม่ได้หมายถึงต้องเศร้าโศกอยู่ตลอดเวลานะครับ แต่ผมหมายถึง
เราต้องเจอกับสิ่งที่เราไม่มีทางจัดการมันได้ดั่งใจอยู่เสมอ และเราก็ต้องอยู่กับมัน
ไม่ว่าเราจะพอใจมันหรือไม่ก็ตาม
อีกเรื่องที่ผมเชื่อก็คือ มนุษย์เป็นได้ในสิ่งที่เราเชื่อ แม้ว่าจะมีต้นทุนในชีวิตไม่เท่ากัน
แต่เรามีเวลาในการเดินทางไปกับความเชื่อของเราไม่ต่างกันเท่าไหร่ หลายคนแม้ว่า
มีต้นทุนชีวิตดีกว่าคนอื่น แต่เมื่อความเชือของเขามันหล่นหายไปตามทางเดินชีวิต
จนหมดสิ้น เขาก็จะเริ่มเชื่อว่า เขาควรหยุดเดินทางในเส้นทางชีวิตเส้นนั้นเสียที
แล้วเลือกเส้นทางใหม่ให้กับชีวิตของตน แล้วก็เดินไปตามความเชื่อใหม่ต่อไป
ในความเชื่อเดียวกัน พวกเราจึงมีเส้นทางที่ยาวไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่า พลังใจของใคร
จะต่อเส้นทางให้ทอดยาวไปไกลแค่ไหน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสฟังการบรรยายจาก ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ที่หลายคนรู้จักในฉายา
"เภสัชกรยิปซี" ผู้หญิงอายุ 56ปี ที่เลือกจากเมืองไทยไปทำงานอยู่ในทวีปแอฟริกามานานถึง 7ปี
สิ่งเดียวที่ทำเธอมาตลอดตั้งแต่เดินทางไปยังกาฬทวีปก็คือ "การช่วยชีวิตคน"
ในโอกาสที่อาจารย์มีเวลาแวะกลับมาเมืองไทยหนนี้ ทางจุฬาจึงเชิญมาเป็นวิทยากรเพื่อบรรยาย
ถึงที่มาที่ไป และแรงบันดาลใจที่ทำให้อาจารย์เริ่มต้นทำการวิจัย ยาต้านไวรัสเอดส์ และยารักษา
โรคมาเลเรีย ที่มีผู้ติดเชื้ออยู่ถึงสามร้อยล้านคน และพรากชีวิตคนในทวีปแอฟริกาถึงสองล้านคนต่อปี
อาจารย์เล่าให้ฟังสาเหตุที่เริ่มต้นทำงานวิจัยก็มาจากคำพูดของหัวหน้าพรรคการเมืองท่านหนึ่ง
ที่พูดถึงคนติดเชื้อเอดส์ว่าเป็นพวกคนบาป ส่วนคนที่ติดเชื้อแบบไม่ตั้งใจอย่างลูกและเมีย
ก็ติดว่าเป็นพวกคนบาปจึงต้องตายด้วยโรคเอดส์ แต่หมอนั่นคงนึกไม่ถึงว่า วาระสุดท้ายของชีวิต
ต้องมาตายด้วยโรคเอดส์เหมือนคนบาปที่เขาบอกไว้ เหมือนเป็นกรรมตามทันยังไไม่รู้
อาจารย์จึงเริ่มทำการวิจัยยาต้านไวรัสเอดส์ด้วยตัวเอง เพื่อผลิตยาให้กับแม่และลูกที่ติดเชื้อจากสามี
ด้วยงานวิจัยเหล่านั้นเองทำให้ยาต้านไวรัสเอดส์มีราคาถูกจนกลายเป็นยาชุดที่อยู่ระเบียนยาการประกัน
สุขภาพ ซึ่งเท่ากับคนไทยสามารถขอยาชุดนี้จากโรงพยาบาลมาทานได้ฟรี
พอในประเทศไทยสามารถผลิตยา และบริหารจัดการได้ด้วยตัวเองแล้ว อาจารย์จึงเริ่มต้นมองหา
สถานที่ ที่จะถ่ายทอดความรู้การผลิตยาที่ตัวเอง เพื่อใช้รักษาชีวิตคนยากจนให้พ้นจากโรคภัยต่อไป
นั่นทำให้ อาจารย์ต้องเริ่มต้นการเดินทางไปยังแอฟริกาจนกระทั่งกลายเป็นบ้านหลังที่สองไปในที่สุด
และในแอฟริกานี้เอง ได้ให้ประสบการณ์ชีวิตที่เมืองไทยไม่สามารถให้ได้ ทั้งการถูกตามล่า การสู้รบ
ถูกปล้น โดนขว้างระเบิดใส่บ้านพัก จนล่าสุดเครื่องบินที่โดยสารก็ถูกจี้อีก แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้
อาจารย์ล้มเลิกการใช้ชีวิตในฐานะอาจารย์ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย
สตีฟ จ๊อบส์ เคยพูดเอาไว้ในงานปาถกฐาของเขาว่า "เราไม่มีวันรู้หรอกว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้
มันจะเกิดดอกออกผลเป็นอะไรบ้าง จนกว่าเราจะทำให้มันลุล่วงผ่านไปแล้ว" สิ่งที่จ๊อบส์พูดไว้นั้น
ก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของ อาจารย์กฤษณา สักเท่าไหร่
งานวิจัยการผลิตยาเพื่อใช้สำหรับเหน็บทวารหนักที่ทำสมัยปริญญาโท ที่อาจารย์เองเปรยว่า
จะไม่มีวันทำมันอีกแล้ว ก็กลายเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยมาเลเรียที่หมดสติเอาไว้ได้หลายล้านคน
งานวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคมาเลเรียที่ทำไว้ตอนเข้าทำงานที่องค์การเภสัชกรรมนั้น ก็กลายเป็น
สูตรยาที่ผู้ผลิตยาในทวีปแอฟริกาได้ใช้รักษาชีวิตคนไปทั่วทั้งทวีป
ทุกวันนี้อาจารย์เดินทางไปทั้งหมด สิบสี่ประเทศในทวีปแอฟริกา ยังเหลือประเทศด้อยพัฒนาอีก
สิบสองประเทศที่อาจารย์ตั้งใจไว้ว่าจะเข้าไปตั้งโรงงานผลิตยาราคาถูกเพื่อรักษาชีวิตคนในประเทศ
เหล่านั้นไว้ให้ได้ แม้ว่าจะไม่มีใครสนับสนุนสิ่งที่อาจารย์ทำ จนต้องใช้เงินส่วนตัวของตัวเองก็ตาม
และเส้นทางของอาจารย์การช่วยชีวิตคนของอาจารย์ในแอฟริกา ก็ยังทอดยาวต่อไปเรื่อยๆ
และปลายทางที่อาจารย์ตั้งใจเอาไว้ก็คือ "ทำไปจนกว่าจะหมดหายใจ" ...