สิ่งที่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งก็คือมนุษย์เรานั้นต่างต้องทนทุกข์อยู่กับความเชื่อของตน

ที่เรียกว่าทนทุกข์ มันไม่ได้หมายถึงต้องเศร้าโศกอยู่ตลอดเวลานะครับ แต่ผมหมายถึง

เราต้องเจอกับสิ่งที่เราไม่มีทางจัดการมันได้ดั่งใจอยู่เสมอ และเราก็ต้องอยู่กับมัน

ไม่ว่าเราจะพอใจมันหรือไม่ก็ตาม

อีกเรื่องที่ผมเชื่อก็คือ มนุษย์เป็นได้ในสิ่งที่เราเชื่อ แม้ว่าจะมีต้นทุนในชีวิตไม่เท่ากัน

แต่เรามีเวลาในการเดินทางไปกับความเชื่อของเราไม่ต่างกันเท่าไหร่ หลายคนแม้ว่า

มีต้นทุนชีวิตดีกว่าคนอื่น แต่เมื่อความเชือของเขามันหล่นหายไปตามทางเดินชีวิต

จนหมดสิ้น เขาก็จะเริ่มเชื่อว่า เขาควรหยุดเดินทางในเส้นทางชีวิตเส้นนั้นเสียที

แล้วเลือกเส้นทางใหม่ให้กับชีวิตของตน แล้วก็เดินไปตามความเชื่อใหม่ต่อไป

 

ในความเชื่อเดียวกัน พวกเราจึงมีเส้นทางที่ยาวไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่า พลังใจของใคร

จะต่อเส้นทางให้ทอดยาวไปไกลแค่ไหน

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสฟังการบรรยายจาก ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ที่หลายคนรู้จักในฉายา

"เภสัชกรยิปซี" ผู้หญิงอายุ 56ปี ที่เลือกจากเมืองไทยไปทำงานอยู่ในทวีปแอฟริกามานานถึง 7ปี

สิ่งเดียวที่ทำเธอมาตลอดตั้งแต่เดินทางไปยังกาฬทวีปก็คือ "การช่วยชีวิตคน"

 

ในโอกาสที่อาจารย์มีเวลาแวะกลับมาเมืองไทยหนนี้ ทางจุฬาจึงเชิญมาเป็นวิทยากรเพื่อบรรยาย

ถึงที่มาที่ไป และแรงบันดาลใจที่ทำให้อาจารย์เริ่มต้นทำการวิจัย ยาต้านไวรัสเอดส์ และยารักษา

โรคมาเลเรีย ที่มีผู้ติดเชื้ออยู่ถึงสามร้อยล้านคน และพรากชีวิตคนในทวีปแอฟริกาถึงสองล้านคนต่อปี

 

อาจารย์เล่าให้ฟังสาเหตุที่เริ่มต้นทำงานวิจัยก็มาจากคำพูดของหัวหน้าพรรคการเมืองท่านหนึ่ง

ที่พูดถึงคนติดเชื้อเอดส์ว่าเป็นพวกคนบาป ส่วนคนที่ติดเชื้อแบบไม่ตั้งใจอย่างลูกและเมีย

ก็ติดว่าเป็นพวกคนบาปจึงต้องตายด้วยโรคเอดส์ แต่หมอนั่นคงนึกไม่ถึงว่า วาระสุดท้ายของชีวิต

ต้องมาตายด้วยโรคเอดส์เหมือนคนบาปที่เขาบอกไว้ เหมือนเป็นกรรมตามทันยังไไม่รู้

 

อาจารย์จึงเริ่มทำการวิจัยยาต้านไวรัสเอดส์ด้วยตัวเอง เพื่อผลิตยาให้กับแม่และลูกที่ติดเชื้อจากสามี

ด้วยงานวิจัยเหล่านั้นเองทำให้ยาต้านไวรัสเอดส์มีราคาถูกจนกลายเป็นยาชุดที่อยู่ระเบียนยาการประกัน

สุขภาพ ซึ่งเท่ากับคนไทยสามารถขอยาชุดนี้จากโรงพยาบาลมาทานได้ฟรี

 

พอในประเทศไทยสามารถผลิตยา และบริหารจัดการได้ด้วยตัวเองแล้ว อาจารย์จึงเริ่มต้นมองหา

สถานที่ ที่จะถ่ายทอดความรู้การผลิตยาที่ตัวเอง เพื่อใช้รักษาชีวิตคนยากจนให้พ้นจากโรคภัยต่อไป

นั่นทำให้ อาจารย์ต้องเริ่มต้นการเดินทางไปยังแอฟริกาจนกระทั่งกลายเป็นบ้านหลังที่สองไปในที่สุด

และในแอฟริกานี้เอง ได้ให้ประสบการณ์ชีวิตที่เมืองไทยไม่สามารถให้ได้ ทั้งการถูกตามล่า การสู้รบ

ถูกปล้น โดนขว้างระเบิดใส่บ้านพัก จนล่าสุดเครื่องบินที่โดยสารก็ถูกจี้อีก แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้

อาจารย์ล้มเลิกการใช้ชีวิตในฐานะอาจารย์ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย

 

สตีฟ จ๊อบส์ เคยพูดเอาไว้ในงานปาถกฐาของเขาว่า "เราไม่มีวันรู้หรอกว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้

มันจะเกิดดอกออกผลเป็นอะไรบ้าง จนกว่าเราจะทำให้มันลุล่วงผ่านไปแล้ว" สิ่งที่จ๊อบส์พูดไว้นั้น

ก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของ อาจารย์กฤษณา สักเท่าไหร่

 

งานวิจัยการผลิตยาเพื่อใช้สำหรับเหน็บทวารหนักที่ทำสมัยปริญญาโท ที่อาจารย์เองเปรยว่า

จะไม่มีวันทำมันอีกแล้ว ก็กลายเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยมาเลเรียที่หมดสติเอาไว้ได้หลายล้านคน

 

งานวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคมาเลเรียที่ทำไว้ตอนเข้าทำงานที่องค์การเภสัชกรรมนั้น ก็กลายเป็น

สูตรยาที่ผู้ผลิตยาในทวีปแอฟริกาได้ใช้รักษาชีวิตคนไปทั่วทั้งทวีป

 

ทุกวันนี้อาจารย์เดินทางไปทั้งหมด สิบสี่ประเทศในทวีปแอฟริกา ยังเหลือประเทศด้อยพัฒนาอีก

สิบสองประเทศที่อาจารย์ตั้งใจไว้ว่าจะเข้าไปตั้งโรงงานผลิตยาราคาถูกเพื่อรักษาชีวิตคนในประเทศ

เหล่านั้นไว้ให้ได้ แม้ว่าจะไม่มีใครสนับสนุนสิ่งที่อาจารย์ทำ จนต้องใช้เงินส่วนตัวของตัวเองก็ตาม

 

และเส้นทางของอาจารย์การช่วยชีวิตคนของอาจารย์ในแอฟริกา ก็ยังทอดยาวต่อไปเรื่อยๆ

และปลายทางที่อาจารย์ตั้งใจเอาไว้ก็คือ "ทำไปจนกว่าจะหมดหายใจ" ...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry